การบริหารจัดการความเสี่ยง – 2569
นโยบายและแผนการบริหารความเสี่ยง
บริษัทมีกระบวนการพิจารณาทบทวนความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอทุกปี โดยคณะทำงานด้านบริหารความเสี่ยง อันประกอบ
ด้วยผู้บริหารของแต่ละฝ่ายร่วมกันพิจารณาความเสี่ยงระดับปฏิบัติการ พร้อมจัดทำทะเบียนความเสี่ยงโดยมีการประเมินระดับความเสี่ยงและกำหนดมาตรการเพื่อลดหรือป้องกันความเสี่ยง จากนั้นจึงนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารเพื่ออนุมัติการดำเนินการตามแผนงานลดความเสี่ยงที่ได้วางไว้ โดยเพิ่มเติมพิจารณาความเสี่ยงระดับองค์กร รวมถึงความเสี่ยงจากการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมกำหนดแนวทางจัดการและนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงก่อนเสนอคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาทบทวน มอบหมายให้ฝ่ายบริหารดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งนี้ องค์กรใช้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) และแนวทาง COSO Enterprise Risk Management Framework (COSO ERM) เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงเป็นระบบและสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมาย ซึ่งฝ่ายบริหารยังมีหน้าที่ติดตามและดำเนินการตามแผนงานจัดการความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ พร้อมรายงานผลให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการบริษัททราบโดยสม่ำเสมอผ่านการประชุมคณะกรรมการ รวมถึงปรับปรุงแผนงานบรรเทาความเสี่ยงให้ทันสมัยเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายอย่างยั่งยืน
ปัจจัยความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท
ความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทหรือกลุ่มบริษัทในปัจจุบัน
ความเสี่ยงที่ 1 ความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามการค้า และนโยบายกีดกันทางภาษีของสหรัฐอเมริกา
ลักษณะความเสี่ยง
ในปี 2568 เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามการค้าและนโยบายกีดกันทางการค้าของ
สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะมาตรการด้านภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมภายใต้ Section 232 of the Trade Expansion Act of 1962 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและอัตราภาษีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านต้นทุนและเงื่อนไขทางการค้า โดยในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้สินค้ากลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียมอยู่ภายใต้การบังคับใช้ภาษีตามกฎหมายดังกล่าว ต่อมาในวันที่ 12 มีนาคม 2568 ได้เริ่มบังคับใช้การจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 25% ครอบคลุมสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากทุกประเทศ และในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2568 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมภายใต้ Section 232 จากเดิม 25% เป็น 50% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3–4 มิถุนายน 2568 ถึงแม้ว่าจะมีการยกเว้นให้กับสหราชอาณาจักรเพียงรายเดียว แต่สหราชอาณาจักรไม่ใช่ประเทศที่เป็นคู่แข่งของบริษัทในการส่งออกถังแก๊สไปยังสหรัฐอเมริกา
ในขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศนโยบายภาษี Reciprocal Tariff ซึ่งเป็นการกำหนดการจัดเก็บภาษีสำหรับสินค้าทุกชนิดเพิ่มเติม ซึ่งในวันที่ 5 เมษายน 2568 ได้มีการชะลอการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวกับบางประเทศเป็นการชั่วคราว สำหรับประเทศไทย สหรัฐอเมริกากำหนดอัตราภาษีนำเข้าภายใต้มาตรการ Reciprocal Tariff ที่อัตรา 19% ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ส่งออกไทยสามารถแข่งขันได้
โดยผลิตภัณฑ์ถังแก๊สของบริษัทเข้าเงื่อนไขที่ผู้นำเข้าต้องเสียภาษีทั้ง 2 มาตรการ แต่เนื่องจากส่วนประกอบหลักสำคัญของผลิตภัณฑ์เป็นเหล็กจึงอยู่ภายใต้การบังคับใช้มาตรการภาษีตาม Section 232 และส่วนที่เหลืออยู่ภายใต้มาตรการ Reciprocal Tariff อย่างไรก็ตาม ซึ่งทั้ง 2 มาตรการดังกล่าวมีผลกระทบต่อผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก
ผลกระทบจากความเสี่ยง
โดยปกติแล้วการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าใดๆส่งผลให้ต้นทุนของผู้นำเข้าสินค้าในประเทศนั้นๆเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้
ชะลอการสั่งซื้อสินค้า และถ้าอัตราภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆไม่เท่ากันอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าและอัตราภาษีที่อาจมีการปรับเพิ่มเติมในอนาคต อาจส่งผลให้เกิดความผันผวนของคำสั่งซื้อ ทั้งการเร่งสั่งซื้อก่อนมาตรการมีผลบังคับใช้ และการชะลอคำสั่งซื้อในบางช่วงเวลา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของบริษัท
มาตรการจัดการความเสี่ยง
ดังที่กล่าวไปข้างต้นเนื่องจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยเหล็ก ผู้นำเข้าจึงต้องเสียภาษีภายใต้มาตรการ
Section 232 เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวกันไม่ว่าจะส่งออกจากประเทศใด บริษัทจึงพิจารณาว่าไม่มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์จากเหล็กเหมือนกัน ส่วนผลกระทบจาก Reciprocal Tariff ซึ่งอัตรากำหนดสำหรับประเทศไทยที่ 19% ยังเป็นอัตราที่บริษัทสามารถแข่งขันได้ นอกจากนี้ ต้นทุนของผู้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกายังคงมีอัตราค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการนำเข้า ทำให้ลูกค้ายังคงมีคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีอัตราภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตามเพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามการค้าและนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา บริษัทมีนโยบายในการกระจายตลาดและฐานลูกค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักและจำกัดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของรายได้ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ควบคู่กับการบริหารต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้บริษัทยังติดตามและประเมินความเคลื่อนไหวด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมกับประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมและปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบทางการค้าในอนาคต ทั้งนี้ จากการดำเนินการดังกล่าว บริษัทเชื่อว่าสามารถลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนความต่อเนื่องและความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวได้อย่างเหมาะสม
ความเสี่ยงที่ 2 ความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าระวางเรือ
ลักษณะความเสี่ยง
ในปี 2568 ถึงแม้ว่าในช่วงต้นปีค่าระวางเรือจะปรับลดจากปีก่อน แต่ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นมา สถานการณ์ค่าระวางเรือ
ยังคงมีความผันผวนในระดับสูง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกหลายประการที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในบางภูมิภาคสำคัญ เช่น บริเวณทะเลแดงและตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้สายการเดินเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางเดินเรือดังกล่าว และปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งไปใช้เส้นทางที่มีระยะทางยาวขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้นและต้นทุนค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมาหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน ยังคงส่งผลต่อพฤติกรรมการส่งออกของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งในบางช่วงเวลาได้ก่อให้เกิดการเร่งส่งออกสินค้าและความต้องการใช้พื้นที่ระวางเรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านตู้คอนเทนเนอร์และพื้นที่บนเรือ ขณะที่ต้นทุนการขนส่งมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ค่าระวางเรือมีความผันผวนเพิ่มขึ้นตามสภาวะตลาดโลก
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ค่าระวางเรือในปี 2568 มีการปรับตัวขึ้นและผันผวนในหลายเส้นทางหลักของโลก โดยเฉพาะเส้นทางยุโรป สหรัฐอเมริกา และแอฟริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท
ผลกระทบจากความเสี่ยง
ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างผันผวนส่งผลให้อัตราการทำกำไรลดลง รวมถึงทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้าน
ผลขาดทุนจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ อาจทำให้การจัดส่งสินค้าล่าช้า การส่งออกไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ กระทบต่อแผนการขายและการบริหารสินค้าคงคลังของบริษัท
มาตรการจัดการความเสี่ยง
เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าระวางเรือที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การเสนอราคาขาย
เป็นการขายแบบไม่รวมค่าขนส่ง (FOB) มากขึ้น และสำหรับกรณีที่ลูกค้าต้องการบริการรวมขนส่ง (CIF) บริษัทมีการเจรจากับสายเรือเพื่อกำหนดต้นทุนค่าขนส่งที่ชัดเจน เพื่อคงอัตราค่าขนส่งตลอดระยะเวลาที่ต้องจัดส่งสินค้าเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าระวางเรือ หรือเสนอทางเลือกแก่ลูกค้า โดยการเสนอราคาค่าขนส่งอีกครั้งก่อนกำหนดส่งสินค้า นอกจากนี้บริษัทยังได้วางแผนบริหารจัดการสายการผลิตให้สอดคล้องกับกำหนดการเดินเรือของสายเรือ การเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสินค้าเพิ่มเติมเพื่อให้การผลิตเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีสินค้าพร้อมส่งทันทีเมื่อมีตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อสามารถส่งมอบสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้า รวมถึงการเพิ่มระยะเวลาในการจองพื้นที่บนเรือล่วงหน้า และการจัดหาตัวแทนขนส่ง (Freight Forwarder) รายอื่นเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มโอกาสการต่อรอง
ความเสี่ยงที่ 3 ความเสี่ยงจากลูกค้ารายใหญ่
ลักษณะความเสี่ยง
สำหรับปี 2568 บริษัทมีลูกค้ารายใหญ่ 1 ราย ซึ่งเป็นลูกค้าในทวีปอเมริกา ที่มียอดสั่งซื้อมากกว่าร้อยละ 10 และร้อยละ 30
ของรายได้รวม เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมตลาดแก๊สปิโตรเลียมเหลวในการใช้ประกอบอาหาร และการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของประเทศลูกค้า นอกจากนี้สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาได้ส่งผลให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่าจีน อีกทั้งต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงในประเทศลูกค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากลูกค้าจึงหันมานำเข้าแทน
ผลกระทบความเสี่ยง
การพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่อาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทหากลูกค้ารายใหญ่ลดหรือชะลอคำสั่งซื้ออาจ
ทำให้ยอดขายของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำไรและฐานะทางการเงินของบริษัทโดยรวม นอกจากนี้โรงงานอาจเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนคำสั่งผลิต ซึ่งอาจนำไปสู่ต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้นจากต้นทุนคงที่
มาตรการจัดการความเสี่ยง
บริษัทมีแนวทางป้องกันความเสี่ยงโดยกระจายสัดส่วนการขายไปยังภูมิภาคต่างๆ และการเข้าไปขายในพื้นที่ตลาดใหม่
เพื่อเพิ่มความหลากหลายของลูกค้า ซึ่งโดยปกติลูกค้าต่างภูมิภาคจะมีความต้องการใช้ถังแก๊สต่างช่วงเวลา ทำให้บริษัทสามารถวางแผนการผลิตได้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี รวมถึงบริษัทมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้ารายใหญ่เสมือนเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Partner) โดยร่วมกันพัฒนาสินค้าและกำหนดแผนการตลาดเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางด้านการดูแลลูกค้าเพื่อสร้างฐานลูกค้าในระยะยาว ตัวอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมาบริษัทและลูกค้าได้ร่วมมือกันในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ด้วยมาตรฐานคุณภาพสินค้าที่ดีอย่างสม่ำเสมอ การจัดส่งที่ตรงเวลา และราคาขายที่สมเหตุสมผล บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
ความเสี่ยงที่ 4 ความเสี่ยงเกี่ยวกับสินค้าทดแทน
ลักษณะความเสี่ยง
ปัจจุบันนี้สินค้าที่สามารถนำมาใช้ทดแทนถังแก๊สที่ผลิตจากเหล็กได้ คือ ถังแก๊สที่ผลิตจากวัสดุผสม (Composite Material)
หรือ ถัง Composite ซึ่งเป็นถังที่มีน้ำหนักเบากว่าถังเหล็กทั่วไป ถึงแม้จะยังไม่เป็นที่นิยมของตลาด
ผลกระทบความเสี่ยง
ในปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจถังที่
ผลิตจากวัสดุทดแทนมากขึ้น หากในอนาคตถัง Composite ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น อาจส่งผลให้ความต้องการถังเหล็กลดลงอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าของบริษัทอาจปรับลดปริมาณการสั่งซื้อถังเหล็ก ส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของถังเหล็กหดตัวลง และทำให้บริษัทต้องเผชิญกับการแข่งขันเพิ่มขึ้น
มาตรการจัดการความเสี่ยง
จากการติดตามสถานการณ์ตลาดของถัง Composite พบว่ายังไม่เป็นที่นิยมของตลาด เนื่องจากการให้ค่าพลังงานความ
ร้อน ความคงทนและอายุการใช้งานสั้นกว่าถังเหล็ก รวมถึงราคาขายที่สูงกว่าถังเหล็กมาก ดังนั้นความนิยมจึงจำกัดอยู่เพียงบางประเทศที่มีกฎหมายแรงงานในการจำกัดการยกของหนักเท่านั้น นอกจากนี้จากการที่นานาชาติตื่นตัวและรณรงค์ให้ผลิต หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เหล็กยังคงเป็นวัตถุดิบที่เป็นที่นิยม เนื่องจากถังเหล็กสามารถนำมาซ่อมแซมหรือรีไซเคิลได้ อันจะเป็นการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นบริษัทจึงเชื่อมั่นว่าความเสี่ยงเกี่ยวกับสินค้าทดแทนถังเหล็กจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทมากนัก อย่างไรก็ตามเพื่อขยายฐานลูกค้าและตอบสนองความต้องการของตลาดบริษัทมีผลิตภัณฑ์ถังน้ำหนักเบา (Light-Weighted Cylinder) ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานสหภาพยุโรป (EN Standard) โดยมีคุณสมบัติเด่น คือ น้ำหนักเบาใกล้เคียงถัง Composite และทนทานเทียบเท่าถังเหล็กทั่วไป อีกทั้งราคายังถูกกว่าถัง Composite
นอกจากนี้ บริษัทยังได้พัฒนาถังอะลูมิเนียม ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (ISO) และมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา (DOT) โดยเริ่มออกจำหน่ายตั้งแต่ปี 2567 ถังอะลูมิเนียมมีคุณสมบัติเด่น ได้แก่ น้ำหนักเบา สะดวกต่อการใช้งานและขนย้าย ทนทานต่อการกัดกร่อนและเป็นสนิมได้ยากกว่าถังเหล็กทั่วไป อีกทั้งเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน วัสดุสามารถรีไซเคิลได้ 100% สำหรับราคาขายถังอะลูมิเนียมจะสูงกว่าถังเหล็กถึง 3-4 เท่า แต่มีอัตราการทำกำไรที่สูง โดยในปีที่ผ่านมา ถังอะลูมิเนียมได้รับการตอบรับที่ดี และมีคำสั่งซื้อเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้จากการที่บริษัทอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมถังแก๊สมาเป็นเวลานาน ทำให้มีพันธมิตรทางธุรกิจที่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในตลาด ดังนั้นบริษัทสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์รองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ทันการณ์
ความเสี่ยงที่ 5 ความเสี่ยงจากการเกิดคู่แข่งรายใหม่ในต่างประเทศ และการกีดกันจากประเทศผู้นำเข้าถังแก๊ส
ลักษณะความเสี่ยง
ลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา หรือเริ่มพัฒนา ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการใช้แก๊สต่อประชากรอยู่ในระดับ
ต่ำมาก เนื่องจากเพิ่งเริ่มมีการลงทุนในด้านโรงเก็บและบรรจุแก๊ส ผู้ผลิตในประเทศเหล่านั้นจึงเป็นบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาในธุรกิจการผลิตถังแก๊ส และยังไม่สามารถผลิตถังแก๊สที่ผ่านมาตรฐานที่กำหนดได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการใช้แก๊สในประเทศเหล่านั้น ดังนั้นรัฐบาลของประเทศนั้นจึงสนับสนุนและเปิดโอกาสให้นำเข้าถังแก๊สเพื่อนำมาใช้ในประเทศ อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตท้องถิ่นสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตและเพิ่มกำลังการผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเกี่ยวกับนโยบายการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น การตั้งกำแพงภาษีและนโยบายกีดกันทางการค้าอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัท
ผลกระทบความเสี่ยง
การเกิดคู่แข่งรายใหม่ในต่างประเทศและมาตรการกีดกันทางการค้าอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัท โดยหาก
ผู้ผลิตท้องถิ่นสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต และเพิ่มกำลังการผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศแล้ว อาจจะกระทบต่อยอดขาย ส่วนแบ่งทางการตลาด และอัตราการทำกำไรลดลงในกรณีที่การแข่งขันในตลาดรุนแรง นอกจากนี้นโยบายกีดกันทางการค้าอาจนำไปสู่การกำหนดภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นและอาจทำให้เป้าหมายการขายไม่บรรลุตามที่กำหนดไว้
มาตรการจัดการความเสี่ยง
บริษัทติดตามข่าวสถานการณ์ตลาดอย่างสม่ำเสมอ และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของโอกาสการขยายการลงทุนไป
ในประเทศที่คาดว่าจะมีศักยภาพรวมถึงพิจารณาความเสี่ยงด้านต่างๆที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่จะร่วมเป็นผู้นำตลาดให้กับโรงงานผู้ผลิตที่มีศักยภาพให้ขายในนามของแบรนด์ SMPC ส่วนผลกระทบจากนโยบายทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น นโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนนั้น เบื้องต้นส่งผลดีกับยอดขายของบริษัทโดยลูกค้าในสหรัฐฯสั่งซื้อจากบริษัทเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมมาตรการรับมือได้ทันการณ์
ความเสี่ยงที่ 6 ความเสี่ยงจากการสูญเสีย และขาดผู้สืบทอดตำแหน่งผู้บริหารสำคัญ
ลักษณะความเสี่ยง
บริษัทมีความเสี่ยงจากการสูญเสีย และขาดผู้สืบทอดตำแหน่งผู้บริหารสำคัญซึ่งอาจทำให้กระทบกับการบริหารจัดการที่
มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่ผลประกอบการที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายและการพัฒนาหรือการเติบโตทางธุรกิจอาจมีการชะลอตัว
ผลกระทบความเสี่ยง
การขาดผู้สืบทอดตำแหน่งผู้บริหารสำคัญอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ และประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของ
บริษัท โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในโครงสร้างผู้นำ อาจลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ลูกค้า และคู่ค้า ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทลดลง รวมถึงการขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารธุรกิจเฉพาะด้าน อาจส่งผลให้กลยุทธ์องค์กรไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระทบต่อผลประกอบการและการเติบโตของบริษัท
มาตรการจัดการความเสี่ยง
บริษัทตระหนักถึงผลกระทบที่สำคัญจากปัญหาดังกล่าว จึงได้สร้างโครงสร้างอำนาจดำเนินการตามลำดับชั้น เพื่อ
กระจายความรับผิดชอบให้ผู้บริหารระดับสูงและระดับกลางมากขึ้น ทำให้ผู้บริหารสามารถทำงานแทนกันได้โดยเป็นไปตามการควบคุมของระบบควบคุมภายใน เช่น ภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนการทำงานของแต่ละส่วนงาน และตามลำดับอำนาจดำเนินการ นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินโครงการ Career & Succession Planning เพื่อเป็นแนวทางระยะยาวในการสรรหาและเตรียมพร้อมผู้สืบทอดในตำแหน่งต่างๆ เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการเตรียมพัฒนาบุคคลากรให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งที่สูงขึ้น อันเป็นแรงจูงใจในความก้าวหน้าที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กร ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพขององค์กร บริษัทได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการแทนการพึงพาบุคลากร อีกทั้งบริษัทยังส่งเสริมกระบวนการ การถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer ) โดยผ่านการอบรมพนักงาน และจัดทำเอกสารบันทึกขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Procedures) เพื่อให้แน่ใจว่าความรู้สำคัญขององค์กรถูกส่งต่ออย่างเป็นระบบและถูกต้อง นอกจากนี้บริษัทยังมีการกำหนดแนวทางเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้บริหารโดยการส่งผู้บริหารเข้าอบรมในหลักสูตรต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ และลดการพึ่งพิงผู้บริหารบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่หัวข้อ 8.1.1 การสรรหาคณะกรรมการ / การพัฒนากรรมการ / การประเมินผลการปฎิบัติหน้าที่ของกรรมการ)
ความเสี่ยงที่ 7 ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
ลักษณะความเสี่ยง
ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท โดยเฉพาะ
ระบบงานต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ระบบเครือข่าย (Network) ระบบการเงินการบัญชี ระบบการบริหารงานภายในและทรัพยากรบุคคล ซึ่งระบบงานดังกล่าวมีข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทครอบครองด้วย หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัท การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทครอบครอง ย่อมส่งผลกระทบการดำเนินงานและชื่อเสียงของบริษัท
ผลกระทบความเสี่ยง
การโจมตีทางไซเบอร์อาจส่งผลกระทบต่อบริษัท ทั้งในด้านการดำเนินงาน การเงิน และชื่อเสียง หากข้อมูลสำคัญ เช่น
ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูล รวมถึงอาจสูญเสียความได้เปรียบทางธุรกิจ หากข้อมูลเชิงกลยุทธ์ของบริษัทรั่วไหล อีกทั้งการละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อาจทำให้บริษัทต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายและค่าปรับ นอกจากนี้หากระบบสำคัญ เช่น SAP หรือระบบเครือข่ายหลักไม่สามารถใช้งานได้ จะส่งผลให้ฝ่ายต่างๆไม่สามารถดำเนินงานได้ตามกำหนด ซึ่งอาจทำให้เอกสารสำคัญล่าช้าและเกิดความเสียหายต่อกระบวนการทำงาน รวมถึงการที่ไม่สามารถสำรองข้อมูล (Backup) ได้ในช่วงที่เกิดปัญหา หรือการที่บริษัทถูกเจาะระบบ อาจทำให้ข้อมูลสูญหาย รวมถึงเปิดช่องทางให้มัลแวร์หรือไวรัสแพร่กระจายในเครือข่ายองค์กร นำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ และการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
มาตรการจัดการความเสี่ยง
บริษัทได้วางแผนและดำเนินการเพิ่มการลงทุนพัฒนาระบบงานเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และการป้องกันความเสี่ยง
จากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ได้แก่ การปรับปรุงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Network) และเครื่องแม่ข่าย (Server) เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และกำหนดมาตรการควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ได้แก่ ระบบรักษาความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ (Firewall) การกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล การวางเครือข่ายตั้งศูนย์สำรองข้อมูลเพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป บริษัทได้อัพเกรดระบบ SAP เป็นแบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและทำให้แน่ใจว่าระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทมีความเสถียร สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ระบบป้องกันความปลอดภัยสูงสุด
นอกจากนี้บริษัทมีนโยบายทางด้านความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ ที่ครอบคลุมมาตรการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์โดยฝ่ายบริหารระบบได้ดำเนินการว่าจ้าง หน่วยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญ ทำการตรวจสอบ ทดสอบ และรายงานผลการประเมินระบบความปลอดภัยของระบบเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบของบริษัทมีการป้องกันที่เพียงพอ และสามารถรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ สำหรับปี 2568 บริษัทได้ปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนดไว้แล้ว
ความเสี่ยงที่ 8 ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
ลักษณะความเสี่ยง
บริษัทฯ อาจเสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ซึ่งเป็นอุบัติกาลทางธรรมชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ผลกระทบความเสี่ยง
ภัยธรรมชาติอาจทำให้การผลิตหยุดชะงัก สร้างความเสียหายต่อเครื่องจักร สินค้าคงคลัง และโครงสร้างพื้นฐานของ
บริษัท อีกทั้ง หากเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดหรือได้รับความเสียหาย อาจส่งผลให้พนักงานไม่สามารถเดินทางเข้ามาทำงานได้ และการจัดส่งสินค้าล่าช้า นอกจากนี้การหยุดชะงักการผลิตเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของธุรกิจ ทำให้ยอดขายและกำไรลดลง รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจทำให้บริษัทต้องเลื่อนหรือชะลอแผนการลงทุนและขยายธุรกิจออกไป
มาตรการจัดการความเสี่ยง
ถึงแม้ว่าบริษัทจะไม่เคยรับผลกระทบและความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แต่ได้เตรียมแผนป้องกันอย่าง
สม่ำเสมอ โดยการติดตามข่าวสาร การบำรุงรักษาและตรวจสภาพของอุปกรณ์ป้องกันภัยให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์ให้เพียงพอต่อสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น รวมถึงประเมินผลกระทบจากแผนการรับมือเรื่องภัยธรรมชาติของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ตลอดจนจัดซื้อแผนประกันภัยที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาภาระความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
ความเสี่ยงที่ 9 ความเสี่ยงจากการทุจริตคอร์รัปชัน
ลักษณะความเสี่ยง
บริษัทฯ ตระหนักดีว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศและการดำเนินธุรกิจ ซึ่งตลอด
ระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของบริษัทที่จะไม่ยอมรับการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ พร้อมทั้งกำหนดเป็นนโยบายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นเผยแพร่สำหรับพนักงาน ผู้บริหาร และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องเป็นแนวทางในการปฏิบัติ
ผลกระทบรความเสี่ยง
การทุจริตหรือคอร์รัปชันอาจทำให้บริษัทสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งส่งผล
กระทบต่อภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของบริษัทในระยะยาว นอกจากนี้ยังอาจทำให้บริษัทถูกดำเนินคดีทางกฎหมายหรือถูกปรับตามข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ส่งผลกระทบทางการเงิน และสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ นอกจากนี้การทุจริตอาจทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสในการเข้าร่วมโครงการใหม่ๆ หรือร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ
มาตรการจัดการความเสี่ยง
บริษัทได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Private Sector Collective Action
Against Corruption : CAC) ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2559 โดยมีการกำหนดนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชันและระเบียบปฏิบัติให้สอดคล้องกับนโยบาย มีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและพัฒนาความยั่งยืน คณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการบริษัทพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานในการต่อต้านการคอร์รัปชัน ทั้งยังจัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสและมีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน โดยจัดทำเป็นคู่มือการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชันสำหรับกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนรวมถึงคู่ค้าที่เกี่ยวข้องได้รับทราบผ่านช่องทางอินทราเน็ตของบริษัทฯ ตลอดจนมีการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตและกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันอย่างรัดกุม เพียงพอและต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทได้รับการต่ออายุการรับรองมาโดยตลอด ซึ่งในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับการอนุมัติให้ต่ออายุการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตครั้งที่ 3 และการต่ออายุมีผลต่อไปอีก 3 ปี (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2571)
ความเสี่ยงที่ 10 ความเสี่ยงเกี่ยวกับการขาดแคลนวัตถุดิบ
ลักษณะความเสี่ยง
เหล็กแผ่นรีดร้อน (Hot Rolled Steel) เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตถังแก๊ส คิดเป็นประมาณ 50%-60% ของต้นทุนรวมและ
ไม่สามารถใช้วัตถุดิบอื่นมาทดแทนได้ แต่เนื่องจากมีผู้ผลิตหลายรายทั่วโลก ทำให้ปัจจุบันบริษัทไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบ
ผลกระทบรความเสี่ยง
หากเกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ อาจทำให้กระบวนการผลิตต้องหยุดชะงัก ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถผลิตและส่งมอบ
สินค้าให้กับลูกค้าได้ตามกำหนดเวลา ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า นอกจากนี้การขาดแคลนวัตถุดิบอาจทำให้บริษัทจำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบเหล็กจากแหล่งอื่นซึ่งมีราคาสูงกว่า ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น อัตรากำไรลดลง หากไม่สามารถปรับราคาขายสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
มาตรการจัดการความเสี่ยง
บริษัทได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารการผลิต และการขายซึ่ง
เมื่อราคาเหล็กลดลงบริษัทจะสั่งซื้อเหล็กบางขนาดที่ใช้เป็นประจำเพื่อสำรองเป็นสินค้าคงคลัง โดยพิจารณาปริมาณสั่งซื้อที่เหมาะสมจากแผนการขาย บวกกับการคาดการณ์ปริมาณความต้องการของลูกค้าโดยอาศัยข้อมูลการสั่งซื้อในอดีตและสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น นอกจากนี้บริษัทยังติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบในตลาดอย่างใกล้ชิด โดยอาศัยประสบการณ์ที่ยาวนานในอุตสาหกรรมเพื่อประกอบการคาดการณ์สภาวะราคาเหล็กในตลาดก่อนการตัดสินใจสั่งซื้อ ก่อนการสั่งซื้อทุกครั้งบริษัทเปรียบเทียบราคาจากผู้จำหน่ายเหล็กหลายรายที่มีศักยภาพใกล้เคียงกันเพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพตามต้องการในราคาและเงื่อนไขที่ดีที่สุด ซึ่งการบริหารจัดการข้างต้นยังช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าไม่ทันเวลา เพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ลดค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาวัตถุดิบ (Holding Cost) และค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อวัตถุดิบ (Reordering Cost) ด้วย
ความเสี่ยงที่ 11 ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเหล็ก
ลักษณะความเสี่ยง
ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อน (Hot Rolled Steel) ในตลาดโลกมีความผันผวนสูงเนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น ภาวะ
เศรษฐกิจโลก อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน และต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีปัจจัยภายนอกที่กระทบต่ออุตสาหกรรม เช่น ความต้องการเหล็กในจีนที่เปลี่ยนแปลงตามนโยบายของรัฐบาล หรือปัญหาภาวะเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อ ดัชนีราคาเหล็กในตลาดโลก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดราคาขายถังแก๊ส
ผลกระทบรความเสี่ยง
ความผันผวนของราคาเหล็กส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขาย ต้นทุน และกำไรของบริษัท โดยปกติในอุตสาหกรรม
การกำหนดราคาขายนั้น จะอ้างอิงจากดัชนีราคาเหล็กในตลาดโลก ซึ่งจะผันแปรตามภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่บริษัทจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการขายและกำไรตามประมาณการที่กำหนดไว้ได้ นอกจากนี้สินค้าของบริษัทเป็นงานสั่งทำตามแบบที่ลูกค้ากำหนด ซึ่งมีระยะเวลาผลิตจนกระทั่งลูกค้าได้รับสินค้า (Lead Time) ประมาณ 2 เดือน ทำให้ในบางช่วงราคาต้นทุนวัตถุดิบมีความแตกต่างจากราคาขายที่กำหนดไว้ ซึ่งส่งผลต่อการทำกำไรของบริษัท
มาตรการจัดการความเสี่ยง
สำหรับการขายแบบสัญญาระยะยาว ปกติในสัญญาจะระบุให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนราคาขายให้เป็นไปตามราคา
ปัจจุบันของเหล็ก (Formula Price) ทำให้ผลกระทบในเรื่องดังกล่าวมีไม่มากนัก ส่วนการขายแบบเป็นคำสั่งซื้อต่อครั้ง บริษัทบริหารจัดการโดยสั่งซื้อเหล็กซึ่งจะเป็นราคาในช่วงเวลาเดียวกับขณะที่บริษัทเสนอราคา เพื่อลดผลกระทบจากราคาที่ผันผวนที่เกิดขึ้น ในกรณีที่เป็นคำสั่งซื้อขนาดใหญ่มีระยะเวลาการส่งนานหลายเดือน บริษัทจะทำสัญญาตกลงซื้อขายเหล็กล่วงหน้ากับผู้ผลิตเหล็กเพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาวัตถุดิบ นอกจากนี้ฝ่ายจัดการได้ติดตามแนวโน้มราคาเหล็กเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายและการซื้อวัตถุดิบได้ทันเวลา หรือบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ทันการณ์
ความเสี่ยงที่ 12 ความเสี่ยงจากการขาดแคลนแรงงาน
ลักษณะความเสี่ยง
เนื่องจากกระบวนการผลิตของบริษัทเป็นกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automatic) ซึ่งเป็นข้อดีและจุดแข็งอย่างหนึ่งของบริษัท นั่น
คือ ทำให้สายการผลิตของบริษัทยืดหยุ่น สามารถผลิตถังได้หลากหลายประเภทและขนาด ซึ่งกระบวนการผลิตแบบกึ่งอัตโนมัตินี้จำเป็นต้องใช้แรงงานเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตในหลายขั้นตอน และในกระบวนการจัดส่งสินค้าก็จำเป็นต้องใช้แรงงานในการลำเลียง และบรรจุถังเข้าตู้คอนเทนเนอร์ ดังนั้นจำนวนแรงงาน ประสิทธิภาพและความชำนาญงานของแรงงาน จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจของบริษัท
ผลกระทบรความเสี่ยง
การขาดแคลนแรงงานอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตของบริษัท หากจำนวนแรงงานไม่เพียงพอหรือแรง
งานขาดความชำนาญ อาจทำให้กระบวนการผลิตล่าช้า บริษัทไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ตามแผน ซึ่งอาจกระทบต่อยอดขายและรายได้ของบริษัท นอกจากนี้การขาดแคลนแรงงานที่มีความรู้และความชำนาญ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในสถานที่ทำงาน ส่งผลต่อความปลอดภัยของพนักงาน รวมถึงอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ของเสียจากกระบวนการผลิตสูงขึ้น และอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น อีกทั้งหากบริษัทไม่สามารถรักษาแรงงานที่มีฝีมือไว้ได้ อาจต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการฝึกอบรมพนักงานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนด้านบุคลากรเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ
มาตรการจัดการความเสี่ยง
บริษัทได้พัฒนาปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตโดยการติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอ โดยบริษัทได้เริ่ม
พัฒนาหุ่นยนต์และนำระบบสายการผลิตอัตโนมัติมาทดแทนเครื่องจักรแบบเดิมในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง พบว่าประสิทธิภาพในการผลิตดีขึ้น ของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตลดลง และยังช่วยลดการใช้แรงงานในการผลิต ซึ่งบริษัทมีโครงการที่จะพัฒนาและติดตั้งระบการผลิตแบบอัตโนมัติเพิ่มเติมสำหรับขั้นตอนการผลิตอื่นๆอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยบริษัทคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเป็นหลักสำคัญ โดยบริษัทมีระบบการจ่ายผลตอบแทนแก่แรงงานอย่างเหมาะสมตามความสามารถและความชำนาญของแรงงานและสามารถแข่งขันได้ อีกทั้งบริษัทมีนโยบายในการให้สวัสดิการพนักงานที่จูงใจ พร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการฯ เพื่อเป็นตัวแทนของพนักงานในการติดต่อกับบริษัทถึงข้อเสนอแนะและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี โดยมุ่งหวังสนับสนุนให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเพื่อให้สามารถรักษาแรงงานที่มีฝีมือและประสบการณ์เอาไว้ได้
ความเสี่ยงที่ 13 ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ลักษณะความเสี่ยง
บริษัทในฐานะผู้ประกอบการส่งออกเป็นหลัก (สัดส่วนส่งออกทั่วโลกมากกว่า 95% ของยอดขาย) มีรายรับที่เป็นเงินตรา
ต่างประเทศจากการทำธุรกรรมด้านการค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ยูโร และปอนด์สเตอร์ลิง
ผลกระทบรความเสี่ยง
ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอาจกระทบต่อรายได้และกำไรของบริษัท หากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยูโร หรือ
ปอนด์สเตอร์ลิงอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท รายได้ที่แปลงเป็นเงินบาทจะลดลง ส่งผลต่ออัตรากำไรของบริษัท และอาจทำให้มีการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่งผลให้สูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาด นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าอาจทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเหล็กที่บริษัทนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อโครงสร้างต้นทุนและอัตรากำไร รวมถึงบริษัทอาจจำเป็นต้องปรับราคาขายสินค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัท อีกทั้งความผันผวนของค่าเงินอาจสร้างความไม่แน่นอนในการบริหารกระแสเงินสดและวางแผนด้านงบประมาณ การลงทุน และการบริหารต้นทุนของบริษัท
มาตรการจัดการความเสี่ยง
รายได้ของบริษัทส่วนใหญ่ได้รับเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และมีการนำเข้าวัตถุดิบหลัก คือ เหล็กแผ่นรีดร้อนและวัตถุ
ดิบอื่นที่ใช้ในการผลิตจากต่างประเทศมาในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาบริษัทนำเข้าวัตถุดิบคิดเป็นประมาณ 98% ของปริมาณความต้องการทั้งหมดที่ใช้ในการผลิต ดังนั้นบริษัทจึงใช้วิธีป้องกันความเสี่ยงแบบ Natural Hedge โดยการนำรายได้จากการขายสินค้าที่เป็นสกุลเงินเดอลลาร์สหรัฐมาจ่ายชำระค่าวัตถุดิบที่เป็นเงินสกุลเดียวกัน ทำให้ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่มาก สำหรับรายได้จากการขายที่เป็นเงินสกุลอื่น (ยูโร และปอนด์สเตอร์ลิง) ได้มีการติดตามดูแลอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการพิจารณาปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อที่สามารถวางแผนการเงิน รวมทั้งใช้เครื่องมือทางการเงินอื่น ได้แก่ การซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเพิ่มเติม อีกทั้งยังมีการรายงานแนวโน้มและสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนในที่ประชุมของคณะกรรมการบริหารเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงที่ 14 ความเสี่ยงการให้สินเชื่อทางการค้า
ลักษณะความเสี่ยง
บริษัทมีความเสี่ยงจากการที่ลูกหนี้ชำระล่าช้า หรือผิดนัดชำระ ทำให้อาจเสียผลประโยชน์ได้
ผลกระทบความเสี่ยง
ความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อทางการค้ามีผลกระทบต่อบริษัท ในกรณีที่ลูกค้าผิดนัดชำระหนี้หรือชำระเงินล่าช้า ซึ่งอาจส่ง
ผลกระทบโดยตรงต่อกระแสเงินสดของบริษัท นอกจากนี้การให้สินเชื่อในระยะเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง เนื่องจากบริษัทอาจต้องจัดสรรเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมเพื่อรองรับความล่าช้าในการรับชำระเงิน ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น รวมถึงหากลูกค้าบางรายประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ บริษัทอาจจำเป็นต้องตั้งสำรองหนี้สูญ ซึ่งกระทบต่อกำไรและงบการเงินโดยตรง นอกจากนี้การติดตามหนี้ที่เข้มงวดอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างบริษัทกับลูกค้า อีกทั้งหากบริษัทบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อได้ไม่ดี อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในสายตาของคู่ค้าและนักลงทุน นอกจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการให้สินเชื่อแล้ว การระมัดระวังมากเกินไปในการพิจารณาวงเงินสินเชื่อหรือกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด อาจทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและขยายฐานลูกค้าได้ยากขึ้น
มาตรการจัดการความเสี่ยง
โดยปกติบริษัทมีนโยบายทางการเงินในด้านการขาย โดยการให้เปิด L/C หรือชำระเงินมัดจำล่วงหน้าบางส่วนหรือทั้ง
จำนวนก่อนการจัดส่งสินค้า บริษัทมีการพิจารณาวงเงินสินเชื่อ (Credit Limit) ที่เหมาะสมและตามสถานกาณ์พิเศษ พร้อมกำหนดอำนาจอนุมัติที่ชัดเจน โดยปกติระยะเวลาการให้สินเชื่อแก่ลูกค้า มีระยะเวลาตั้งแต่ 30-90 วันขึ้นอยู่กับการพิจารณาสถานะทางการเงินประกอบกับระยะเวลาที่บริษัทซื้อขายกับลูกค้า นอกจากนี้บริษัทยังกำหนดให้มีการทบทวนนโยบายการให้สินเชื่อและวงเงินสินเชื่อของลูกค้าทั้งหมด พร้อมทั้งพิจารณาความเสี่ยงจากการให้สินเชื่ออย่างสม่ำเสมอทุกปี โดยพิจารณาจากงบการเงินของลูกค้าเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือในฐานะทางการเงิน รวมถึงพิจารณาทบทวนเพิ่มเติมหากมีสถานการณ์พิเศษ อย่างไรก็ตามลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ค้าแก๊สและน้ำมันระดับโลกที่มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง ทำให้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บริษัทยังไม่พบปัญหาในเรื่องหนี้สูญ
ความเสี่ยงที่ 15 ความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ลักษณะความเสี่ยง
บริษัทอาจมีความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องฉบับใหม่ที่จะออกเพิ่มเติม หากไม่สามารถติดตามข่าว
สารได้ทัน ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกสั่งให้ชำระค่าปรับหรืออาจถูกระงับการประกอบกิจการชั่วคราว
ผลกระทบความเสี่ยง
หากบริษัทไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องและทันเวลา อาจต้องเผชิญกับค่า
ปรับและความเสี่ยงในการถูกระงับการดำเนินกิจการหากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้ตามกำหนดเวลา นอกจากนี้อาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการ กระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร และลดความเชื่อมั่นของลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากปัญหาขยายวงกว้าง บริษัทอาจต้องเผชิญกับข้อพิพาททางกฎหมายหรือการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตของบริษัทในอนาคต
มาตรการจัดการความเสี่ยง
เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการผลิตและการดำเนินงานของบริษัท บริษัทได้ให้แต่ละฝ่ายรวบรวมข้อมูลพร้อมติดตาม
ข้อมูลของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ และให้หน่วยงานบริหารระบบ เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลกฎหมายจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบสถานะดำเนินการในการต่ออายุใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงการดำเนินการให้มีการตรวจสอบให้ปฏิบัติตามกฎหมายฉบับปัจจุบันรวมถึงฉบับใหม่ให้ครอบคลุมครบถ้วน
ความเสี่ยงที่ 16 ความเสี่ยงจากการจัดการของเสียจากกระบวนการผลิต และการเกิดคดีความด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต
ลักษณะความเสี่ยง
บริษัทมีของเสียจากกระบวนการผลิตที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทตระหนักถึงพันธกิจที่จะดำเนินงาน
อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงสำคัญที่กระทบกับบริษัท และอาจนำไปสู่การเกิดคดีความด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต
ผลกระทบความเสี่ยง
การจัดการของเสียที่ไม่เหมาะสมหรือการละเมิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือ
ของบริษัท รวมถึงอาจต้องอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการชดเชยความเสียหาย และการดำเนินมาตรการแก้ไขตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล บริษัทอาจต้องเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายและการฟ้องร้องจากภาครัฐหรือชุมชนโดยรอบ รวมถึงอาจส่งผลให้บริษัทถูกระงับการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้การเกิดคดีความด้านสิ่งแวดล้อมอาจทำให้บริษัทเสียโอกาสทางธุรกิจ ทั้งจากความล่าช้าในการขอใบอนุญาตใหม่ การถูกจำกัดการเข้าร่วมโครงการของภาครัฐ หรือการถูกตัดสิทธิ์จากมาตรฐานและข้อกำหนดด้าน ESG ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกคู่ค้าของลูกค้าและนักลงทุนในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อราคาหุ้นและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงทำให้บริษัทสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
มาตรการจัดการความเสี่ยง
บริษัทได้จัดตั้งศูนย์ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบโดย
ตรงในการควบคุมและจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ และมีหน่วยงานฝ่ายบริหารระบบดำเนินการรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งติดตามสถานะในการดำเนินการ ในส่วนการกำจัดกากอุตสาหกรรมที่บริษัทไม่สามารถบำบัดหรือกำจัดได้เองในการผลิต บริษัทได้ว่าจ้างบริษัทภายนอกที่มีใบอนุญาตรับรองเพื่อจัดการกับของเสียจากการผลิตโดยเฉพาะ นอกจากนี้บริษัทยังได้รับการรับรอง ISO 14001:2015 มาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 และได้รับการอนุมัติให้ต่ออายุการรับรองมาโดยตลอด ล่าสุดถึงเดือนกรกฎาคม 2570 (โปรดดูรายละเอียดที่หัวข้อ 3 การขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืน)
ความเสี่ยงต่อการลงทุนของผู้ถือหลักทรัพย์
ความเสี่ยงที่ 1 ความเสี่ยงจากการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายการบริหารงาน
ลักษณะความเสี่ยง
บริษัทมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่บางรายดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท และกรรมการบริหาร และ/หรือ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ
ลงนามผูกพันบริษัท ดังนั้นบริษัทและผู้ถือหุ้นรายย่อยจึงอาจมีความเสี่ยงจากการที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายการบริหารงานไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
ผลกระทบความเสี่ยง
การที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท กรรมการบริหาร และ/หรือ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน
บริษัทอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการขาดดุลยภาพในการบริหารงาน หากไม่มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ ผู้ถือหุ้นใหญ่อาจมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายการบริหาร หรือการตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบริษัทที่ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นรายย่อย รวมถึงอาจเกิดรายการที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือรายการที่เกี่ยวโยงกันที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งหากไม่มีการกำกับดูแลที่รัดกุม อาจส่งผลให้ธุรกรรมบางอย่างไม่โปร่งใส และไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของบริษัท ความเสี่ยงดังกล่าวอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริษัท ลดความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น และนักลงทุน
มาตรการจัดการความเสี่ยง
บริษัทได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่ประกอบด้วยกรรมการอิสระที่ไม่มีส่วนได้เสียกับบริษัท เพื่อทำหน้าที่ในการ
ตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัท โดยมีผู้ตรวจสอบภายใน outsource ที่เป็นมืออาชีพ ช่วยตรวจติดตามความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในอย่างสม่ำเสมอ บริษัทมีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี พร้อมทั้งติดตามให้มีการปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้ และปฏิบัติตามกฏหมาย หลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติในเรื่องที่เกี่ยวกับรายการที่เกี่ยวโยงกันตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ และ/หรือ ประกาศหรือข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมายในเรื่องดังกล่าว รวมถึงมีการกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ และอำนาจอนุมัติการทำรายการสำหรับแต่ละระดับในขอบเขตหรือวงเงินที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังกำหนดไว้ในข้อบังคับบริษัทว่าการอนุมัติหรือทำธุรกรรมใด ให้กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทนั้น ให้กรรมการ 2 คนลงลายมือชื่อร่วมกัน โดยมีกรรมการบางท่านเป็นกรรมการมืออาชีพที่มีความเป็นอิสระ ทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจในการบริหารจัดการ และจากการที่บริษัทยึดถือนโยบายการบริหารงานตามหลักการกำกับและดูแลกิจการที่ดีและตัดสินใจภายใต้ประโยชน์สูงสุดของบริษัทอย่างเคร่งครัด ทำให้ในปี 2568 ที่ผ่านมานี้ บริษัทได้รับการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ ดีเลิศ ห้าตราสัญลักษณ์เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยนอกจากนี้บริษัทยังได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่มบริษัทที่มีคะแนนสูงเป็น 25% แรกของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด (Top Quartile) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากผลสำรวจและการประเมินดังกล่าวอีกด้วย และเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 บริษัทยังได้รับการประกาศผลการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ในระดับ AA ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)