กลยุทธ์และการบริหารจัดการความยั่งยืน
นโยบายและเป้าหมายการจัดการด้านความยั่งยืน
จากวิสัยทัศน์ของบริษัท “เป็นผู้นำในธุรกิจเพื่อยกระดับชีวิตอย่างยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมที่สร้างสรรค์” และพันธกิจ “
ยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้เหนือความคาดหมาย ด้วยนวัตกรรมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณค่าและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” คณะกรรมการ บริษัทตระหนักว่า การดำเนินธุรกิจของบริษัทเพื่อสร้างคุณค่าเพิ่ม การเติบโต และประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการสร้างสมดุล ในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ภายใต้หลักบรรษัทภิบาล จริยธรรมธุรกิจ การเคารพสิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้บริษัทได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นหลักปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบ ศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 คือ ดำรงอยู่ภายใต้หลักความพอ ประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน บนเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม” โดยนำมาบูรณาการกับหลักจรรยาบรรณธุรกิจและนโยบายการดำเนินงาน ของบริษัทผ่านกิจกรรมที่จัดทำขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
บริษัทฯ ได้บูรณาการหลักการดังกล่าวให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และบริบทการดำเนินธุรกิจ โดยคำนึงถึงผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียและประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า จัดทำเป็นแผนกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม เพื่อ สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยบริษัทได้กำหนดนโยบาย ความยั่งยืนให้เป็นกรอบการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน โดยบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การจัดส่ง การขายและการตลาด ไปจนถึงการบริการหลังการขาย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อ ผู้คน-โลก-ผลกำไร (People-Planet-Profit) ผ่านกลยุทธ์ความยั่งยืนของธุรกิจ 5 ด้าน (5 Megatrends Towards Future Sustainability for SMPC) และประเด็นสาระสำคัญด้านความ ยั่งยืน อาทิ การใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการน้ำและน้ำเสีย การลด-คัดแยก-นำกลับมาใช้ประโยชน์ของเสีย/ขยะ การลดมลพิษและก๊าซเรือนกระจก การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การยกระดับความปลอดภัย และสิทธิมนุษยชนในสถานประกอบการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและชุมชน การกำกับดูแลซัพพลายเออร์ และการสร้างคุณค่าให้ลูกค้าและ ผู้ถือหุ้นอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้
เป้าหมายด้านความยั่งยืน
ทรัพยากรบุคคลเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรและเป็นกำลังสำคัญในการนำพาบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานในทุกระดับ โดย มุ่งมั่นพัฒนาให้พนักงานเป็นผู้นำที่มีทั้งความสามารถทางธุรกิจและจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างรอบด้าน โดยจัดการอบรมทั้งภายในและภายนอก พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่ง เสริมการเรียนรู้และเปิดกว้างต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ส่งเสริมให้บุคลากรคิดค้นนวัตกรรม และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในการ ทำงาน สนับสนุนให้พนักงานจากหลากหลายฝ่ายร่วมกันทำโครงงานและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการทำงานเป็นทีม เสริมสร้างความร่วมมือ ระหว่างฝ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการทำงาน กระบวนการผลิต และการสร้างสรรค์สินค้าและ บริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินโครงการพัฒนาผู้สืบทอดตำแหน่งและวางแผน เส้นทางอาชีพ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าในสายงานของพนักงาน พร้อมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน ทำให้พนักงานตระหนักถึงบทบาทของตนเองในฐานะสมาชิกที่สำคัญขององค์กรและสังคม ทั้ง ยังช่วยเสริมสร้างความรู้สึกผูกพันและความภาคภูมิใจในการเติบโตไปพร้อมกับบริษัทอย่างยั่งยืน
ในด้านคุณภาพชีวิต บริษัทฯ เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลพนักงานให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยยึดแนวนโยบายการให้ผล ตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม พนักงานมีอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน โดยบริษัทคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเป็นหลักการ สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ หรือความเสมอภาค รวมถึงการได้รับการปกป้อง คุ้มครองที่เป็นธรรม

บริษัทฯ ได้มีการพัฒนากระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัล เพื่อรองรับรูปแบบการทำงานและการดำเนินชีวิตแบบใหม่ให้มีความทันสมัย และยืดหยุ่น บริษัทฯ มีการวางนโยบายในการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการจัดการห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ มากขึ้น โดยบริษัทได้นำระบบ e-document และ e-workflow มาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน ลดความซับซ้อนในการ ทำงาน ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้บริษัทฯ ได้ต่อยอดการ พัฒนาด้านดิจิทัลโดยนำเทคโนโลยีการใช้เชื่อมต่อและดึงข้อมูลระหว่างระบบ เพื่อลดการทำงานซ้ำซ้อนและการบันทึกข้อมูลด้วยตนเอง ช่วยลด ความผิดพลาด และระยะเวลาการทำงาน พร้อมทั้งพัฒนาแอปพลิเคชันภายในองค์กรเพื่อรองรับกระบวนการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ พนักงานปฏิบัติงานตามมาตรฐานเดียวกัน และติดตามสถานะกระบวนการได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้ปรับปรุงและยกระดับระบบสารสนเทศ หลักขององค์กรให้ทันสมัย ควบคู่กับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง (Centralized Database) ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ช่วยลด การจัดทำข้อมูลซ้ำซ้อน และสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงบริหารได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศจึงได้มีการวางระบบโครงสร้างเพื่อปกป้องข้อมูล ให้มีความปลอดภัยบนเครือข่าย พร้อมทั้งดำเนินการทดสอบและตรวจสอบระบบความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้ รับอนุญาต บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญต่อการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล โดยการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่าง เคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของพนักงานและบุคคลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกกลุ่ม

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำมาตรฐานระบบการจัดการสิ่ง แวดล้อม ISO 14001:2015 มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน พร้อมทั้งจัดทำนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมและโครงการเพื่อปลูกฝัง ให้พนักงานตระหนักและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการทำงานเพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และ การพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อลดการเกิดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ นำระบบบำบัดอากาศแบบเปียก (Wet Scrubber) มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อไม่ให้มีการปล่อยควันและฝุ่นที่เกิดจากกระบวนการผลิตไปสู่อากาศ ทำให้ไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม นำอุปกรณ์ลด เสียงลม (Silencers) มาใช้ในกระบวนการผลิต เพิ่มอุปกรณ์ป้องกันเสียง ติดตั้งผนังกันเสียงเพื่อลดเสียงที่เกิดจากการทำงานในโรงงาน ทำการ ปลูกต้นไม้รอบรั้วโรงงานเพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่สีเขียว และเป็นกำแพงกันเสียง ทำการบำบัดน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตและนำกลับมาใช้ใหม่ 100%
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โลกกำลังเผชิญอยู่ จึงมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่ง แวดล้อม บริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อกำหนดเป้าหมายและแนวทางดำเนินงานในการลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน (Solar Rooftop) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง และนำไปสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยสามารถอ่านรายละเอียดการดำเนิน งานเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ 3.3 การจัดการด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ได้มีการติดตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ และพัฒนากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เช่น การนำหุ่นยนต์และระบบสายการผลิตอัตโนมัติเข้ามาพัฒนาเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต ทำให้คุณภาพของงานมีความสม่ำเสมอ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และลดการเกิดของสียในกระบวนการผลิตลงได้ นอกจากนี้บริษัทยังมีการขยายผลโดยการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการอื่น ๆ ในการทำงานมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของโรงงานผลิต และในส่วนสำนักงาน

การที่บริษัทฯ จะมีความยั่งยืนได้นั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือการคิดค้นและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งนวัตกรรมในสินค้า การบริการ ระบบการทำงาน และกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ในการสร้างนวัตกรรมของบริษัท บริษัทคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยนำความคิดเห็นและปัญหาของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียมาพัฒนาสินค้าและบริการ เช่น การนำ RFID มาใช้กับถังแก๊สสำหรับปิโตรเลียมเหลว ทำให้ลูกค้าสามารถบันทึกข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการหมุนเวียนของถัง การจัดการบริหารสินค้าคงคลัง และการสอบย้อนกลับ เป็นต้น นอกจากนี้บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ทำจากวัสดุอลูมิเนียม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการถังน้ำหนักเบา สะดวกต่อการใช้งานและการขนย้าย ถังเป็นสนิมได้ยาก และเมื่อสิ้นอายุการใช้งานของถังวัสดุสามารถรีไซเคิลได้ 100%
นอกจากการนำนวัตกรรมมาใช้ในสินค้าและบริการแล้ว บริษัทยังนำนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิต มีการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างเสถียรภาพการผลิต ให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย

การทบทวนนโยบายและ/หรือเป้าหมายการจัดการด้านความยั่งยืน
นโยบาย เป้าหมาย และแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนของธุรกิจ 5 ด้าน (5 Megatrends Towards Future Sustainability for SMPC) ได้
รับการทบทวนในการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและพัฒนาความยั่งยืนครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 และรายงานผล ให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 6/2567 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 สำหรับใช้เพื่อดำเนินการด้านความยั่งยืนในปี 2568 สำหรับ นโยบาย เป้าหมาย และการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับปี 2568 ได้รับการทบทวนและประกาศใช้เพื่อนำไปปฏิบัติผ่านการประชุมคณะ ทำงานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568
การจัดการผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ
ห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจ
คณะกรรมการบริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม จึงกำหนดแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างเท่า
เทียมกันและ เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายไว้ในจรรยาบรรณธุรกิจ ซึ่งเผยแพร่ให้พนักงานทุกคนได้รับทราบตั้งแต่เริ่มทำงานกับบริษัท พร้อมทั้งดูแลผู้มีส่วนได้เสียตาม สิทธิที่มีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่กระทำการใดๆที่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย
การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้มีการทบทวนการดำเนินงานการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมระบุและประเมินความสำคัญของผู้
มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ รวมทั้งหาแนวทางในการตอบสนองต่อความคาดหวังและประเด็นที่ผู้มี ส่วนได้เสียให้ความสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยในการประเมินความคัญของผู้มีส่วนได้เสียได้ประเมินจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ อิทธิพลของผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัท และความสนใจของผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัท
จากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ ทั้ง 6 กลุ่ม เรียงตามลำดับความสำคัญตามปัจจัยด้านอิทธิพลของผู้มีส่วนได้เสียต่อ
บริษัท และความสนใจของผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัท ได้แก่ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า เพื่อนร่วมธุรกิจ และ ชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยผู้มีส่วนได้เสียใน 3 กลุ่มแรกเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักที่บริษัทฯ จะดำเนินการและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับข้อคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มจึงได้มีรูปแบบการสื่อสาร
และช่องทางการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มได้เข้ามามีส่วนร่วมและเสนอข้อคิดเห็นได้อย่างโปร่งใสและเหมาะสม โดยมีรายละเอียดดังตารางรายละเอียดการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจด้านล่าง
การประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน
บริษัท และความสนใจของผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัท ได้แก่ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า เพื่อนร่วมธุรกิจ และ ชุมชนและสิ่ง
แวดล้อม โดยผู้มีส่วนได้เสียใน 3 กลุ่มแรกเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักที่บริษัทฯ จะดำเนินการและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
1. ผลกระทบของบริษัทต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality) ซึ่งประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วหรืออาจเกิดขึ้นใน
อนาคต ทั้ง ด้านบวกและด้านลบ ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยอ้างอิงการดำเนินงานของบริษัทฯ ตลอดจนความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่ คุณค่าขององค์กร
2. ผลกระทบต่อธุรกิจและการเงิน (Financial Materiality) ซึ่งพิจารณาความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนที่อาจส่งผลต่อ
ประสิทธิภาพ การพัฒนา และผลประกอบการทางการเงินของบริษัทฯ
บริษัทฯ ได้คำนึงถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ รวมถึงประเด็นที่สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย
ทุกกลุ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ โดยอ้างอิงระบวนการประเมินตามหลักการ Double Materiality ของระเบียบว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนในภาคเอกชน (Corporate Sustainability Reporting Directive: CSRD) ของสหภาพยุโรป มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนแห่งยุโรป (European Sustainability Reporting Standards: ESRS) ซึ่งพัฒนาโดยคณะที่ปรึกษาการรายงานข้อมูลทางการเงินแห่งยุโรป (European Financial Reporting Advisory Group: EFRAG) และหลักการตามแนวทางของ Global Reporting initiative (GRI) Standards เพื่อสะท้อนปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแล และเศรษฐกิจ โดยมีการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน ดังนี้
1. การระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า
บริษัทฯ ระบุประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯโดยพิจารณาปัจจัยภายในและ
ภายนอกบริบททางธุรกิจ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และข้อกำกับดูแล ตลอดจนความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกกลุ่ม เพื่อกำหนดขอบเขตประเด็นที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในปัจจุบันและอนาคต
2. ประเมินผลกระทบของบริษัทต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
บริษัทฯ ประเมินผลกระทบเชิงบวกและลบที่เกิดจากการดำเนินงานของบริษัทต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ (จาก
ภายในสู่ภายนอก)
3. ประเมินผลกระทบต่อธุรกิจและการเงิน (Financial Materiality)
บริษัทฯ ประเมินว่าประเด็นด้านความยั่งยืนใดมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน สถานะทางการเงิน และความสามารถในการ
สร้างคุณค่าในระยะยาวของบริษัท ทั้งในรูปของความเสี่ยงและโอกาส (จากภายนอกสู่ภายใน)
4. การจัดลำดับความสำคัญ
บริษัทฯ ได้นำประเด็นสำคัญที่ระบุในขั้นตอนที่ 1 มาพิจารณาจัดลำดับความสำคัญ โดยคำนึงถึงโอกาสและความรุนแรงของ
ผลกระทบในแต่ละประเด็นต่อการสร้างคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
5. การสอบสวนประเด็น
นำเสนอประเด็นที่ได้จากการจัดลำดับความสำคัญให้กับคณะผู้บริหารในการพิจารณาทบทวนประเด็นสำคัญด้านความ
ยั่งยืนขององค์กรตรวจสอบความสมบูรณ์ ถูกต้อง และครบถ้วนของประเด็นที่มีนัยสำคัญ เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ผลการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน
บริษัทฯ ได้ทบทวนการประเมินด้านประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญ และจัดลำดับความสำคัญของประเด็น โดยได้พิจารณาข้อ
มูลจากผู้มีส่วนได้เสีย ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียและต่อบริษัทฯ ซึ่งแต่ละประเด็นมีความสำคัญด้านความยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมที่แตกต่างออกไป โดยในปี 2568 บริษัทได้ระบุประเด็นสำคัญของธุรกิจ และประเด็นดังกล่าวได้รับการอนุมัติโดยคณะกรรมการบริษัท ดังนี้
จากผลการจัดลำดับประเด็นสำคัญในปี 2568 นี้ ประเด็นที่มีความสำคัญต่อด้านความยั่งยืนซึ่งมีความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้
เสียและความสำคัญต่อบริษัทมาก มี 12 ประเด็น ได้แก่
มิติสิ่งแวดล้อม
- การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
- การจัดการของเสียและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ (Pollution & Resources Management)
- การลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain Environmental)
มิติสังคม
- การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และวางแผนผู้สืบทอด (Human Development & Succession Plan)
- ความรับผิดชอบทางสังคมในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Social)
- มาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน และความปลอดภัย (Labor Standards, Human Rights & Safety)
- การต่อต้านการทุจริต (Anti-corruption)
- ความรับผิดชอบต่อลูกค้าและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Customer Stewardship & Standard)
มิติเศรษฐกิจ
- การพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจ (Business Innovation)
- การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation & Robotic Technology)
- การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Digital Transformation & Cyber Security)
- การกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance)